แชร์

เมทัลชีท: ทุกสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างยอดนิยม

อัพเดทล่าสุด: 25 มี.ค. 2025
21 ผู้เข้าชม

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเมทัลชีท

เมทัลชีทคืออะไร? ความหมายและคุณสมบัติที่ควรรู้

เมทัลชีท (Metal Sheet) คือแผ่นโลหะที่ถูกรีดให้มีความบางและมีลักษณะเป็นแผ่นเรียบหรือมีลอน ส่วนใหญ่ผลิตจากเหล็กหรืออลูมิเนียม และมักเคลือบด้วยสารป้องกันสนิม เช่น สังกะสี หรืออะลูซิงค์ เพื่อเพิ่มความทนทานต่อการกัดกร่อน

คุณสมบัติเด่นของเมทัลชีทคือ น้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทาน และสามารถปรับแต่งรูปทรงได้ง่าย ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้เมทัลชีทเป็นที่นิยมในงานก่อสร้างหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหลังคา ผนัง กันสาด และโครงสร้างอื่น ๆ

ประวัติและวิวัฒนาการของเมทัลชีทในงานก่อสร้าง

การใช้งานโลหะแผ่นมีมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ แต่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ศตวรรษที่ 19 เมื่อกระบวนการผลิตเหล็กกล้าแบบ Bessemer ถูกคิดค้นขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างมากและคุณภาพดีขึ้น

ในประเทศไทย เมทัลชีทเริ่มได้รับความนิยมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากข้อดีด้านน้ำหนักเบา การติดตั้งรวดเร็ว และความทนทานต่อสภาพอากาศร้อนชื้น ปัจจุบันเมทัลชีทถูกใช้ในงานก่อสร้างทั้งอาคารพาณิชย์ บ้านพักอาศัย โรงงาน และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ อย่างแพร่หลาย

ชนิดของเมทัลชีท: เคลือบสี vs เคลือบอลูซิงค์

เมทัลชีทแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามชนิดของการเคลือบผิว โดยที่นิยมมี 2 ประเภทหลัก:

เมทัลชีทเคลือบสี

มีการเคลือบสีเพิ่มเติมบนพื้นผิว
ให้ความสวยงามและมีหลากหลายสีให้เลือก
ช่วยป้องกันรังสี UV และการกัดกร่อน
เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความสวยงามและใช้งานในสภาพอากาศรุนแรง

เมทัลชีทเคลือบอลูซิงค์

เคลือบด้วยอะลูมิเนียมผสมสังกะสี
มีคุณสมบัติป้องกันสนิมได้ดีเยี่ยม
ทนทานต่อการกัดกร่อนสูง
อายุการใช้งานยาวนาน
เหมาะกับงานที่ต้องการความคงทนมากกว่าความสวยงาม

 

การเลือกใช้เมทัลชีท

วิธีเลือกเมทัลชีทให้เหมาะกับการใช้งานในบ้านและอาคาร
การเลือกเมทัลชีทที่เหมาะสมควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

ความหนา: ความหนาที่เหมาะสมช่วยเพิ่มความแข็งแรง โดยทั่วไปความหนา 0.35-0.40 มม. เหมาะสำหรับหลังคาบ้านพักอาศัย

ชนิดของการเคลือบ: เลือกระหว่างแบบเคลือบอลูซิงค์หรือเคลือบสีตามความต้องการด้านความสวยงามและความคงทน

รูปแบบลอน: มีทั้งลอนเล็ก ลอนใหญ่ และลอนคู่ แต่ละแบบมีความแข็งแรงและการระบายน้ำที่แตกต่างกัน

มาตรฐานอุตสาหกรรม: ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อรับประกันคุณภาพวัสดุ

สภาพแวดล้อม: พื้นที่ใกล้ทะเลควรเลือกแบบที่ทนต่อการกัดกร่อนของเกลือได้ดี

เกณฑ์การเลือกความหนาของแผ่นเมทัลชีทสำหรับงานต่าง ๆ

ความหนาของเมทัลชีทเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความแข็งแรงและอายุการใช้งาน
0.23 มม.: เหมาะสำหรับงานชั่วคราว เช่น รั้วชั่วคราวในไซต์ก่อสร้าง
0.30 มม.: เหมาะสำหรับโรงจอดรถหรือกันสาดที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก
0.35-0.40 มม.: เหมาะสำหรับหลังคาบ้านและผนังทั่วไป
0.47-0.50 มม.: เหมาะสำหรับอาคารขนาดใหญ่หรือโรงงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง
0.55 มม. ขึ้นไป: เหมาะสำหรับงานโครงสร้างพิเศษที่ต้องรับแรงลมหรือน้ำหนักมาก

 

เปรียบเทียบเมทัลชีทกับวัสดุมุงหลังคาอื่น ๆ: ข้อดีและข้อเสีย

เมื่อเทียบกับวัสดุมุงหลังคาอื่น ๆ เมทัลชีทมีข้อดีและข้อเสียดังนี้

ข้อดีเมื่อเทียบกับกระเบื้องลอนคู่
น้ำหนักเบากว่ามาก ลดภาระโครงสร้าง
ติดตั้งรวดเร็วกว่า ประหยัดค่าแรงงาน
มีรอยต่อน้อยกว่า ลดโอกาสรั่วซึม
ทนทานต่อการแตกหักได้ดีกว่า

ข้อเสียเมื่อเทียบกับกระเบื้องลอนคู่
เสียงดังกว่าเมื่อฝนตก (แก้ไขได้ด้วยฉนวน)
สะสมความร้อนได้มากกว่า
ราคาอาจสูงกว่าเล็กน้อย 

ข้อดีเมื่อเทียบกับหลังคาคอนกรีต
น้ำหนักเบากว่ามาก
ติดตั้งง่ายและรวดเร็วกว่า
ราคาถูกกว่า
บำรุงรักษาง่ายกว่า

ข้อเสียเมื่อเทียบกับหลังคาคอนกรีต
อาจมีอายุการใช้งานสั้นกว่า
การกันเสียงและความร้อนด้อยกว่า

การใช้งานและประโยชน์ของเมทัลชีท

ไอเดียการใช้เมทัลชีทในงานตกแต่งภายในสไตล์อุตสาหกรรม เมทัลชีทไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานโครงสร้างภายนอก แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานตกแต่งภายในได้อย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในสไตล์อินดัสเทรียลที่กำลังได้รับความนิยม

ผนังตกแต่ง: ใช้เมทัลชีทติดผนังเพื่อสร้างจุดเด่นในห้อง
เพดาน: สร้างมิติให้กับเพดานด้วยแผ่นเมทัลชีทที่มีลวดลายหรือสีที่โดดเด่น
เคาน์เตอร์: ใช้เป็นวัสดุปิดผิวเคาน์เตอร์บาร์หรือเคาน์เตอร์ครัว
เฟอร์นิเจอร์: ประยุกต์ใช้กับโต๊ะ ตู้ หรือชั้นวางของเพื่อเพิ่มความเป็นอินดัสเทรียล
ฉากกั้นห้อง: สร้างพาร์ทิชั่นหรือฉากกั้นห้องที่มีความโดดเด่น
เมทัลชีทกับการออกแบบบ้านเย็น: การติดตั้งฉนวนกันความร้อน
 

แม้ว่าเมทัลชีทจะมีข้อจำกัดเรื่องการสะสมความร้อน แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการติดตั้งฉนวนกันความร้อน

ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass): ราคาประหยัด ติดตั้งง่าย ช่วยลดความร้อนและเสียงได้ดี
ฉนวนโฟม PU (Polyurethane Foam): ประสิทธิภาพสูง กันความร้อนได้ดีเยี่ยม แต่ราคาสูงกว่า
แผ่นสะท้อนความร้อน (Reflective Insulation): ติดตั้งใต้หลังคาเพื่อสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์
หลังคาเมทัลชีทแบบแซนด์วิช (Sandwich Panel): มีฉนวนอยู่ระหว่างแผ่นเมทัลชีทสองชั้น ให้ประสิทธิภาพการกันความร้อนสูง

การประยุกต์ใช้เมทัลชีทในโรงงานและโกดังเก็บสินค้า

เมทัลชีทเป็นวัสดุยอดนิยมสำหรับอาคารอุตสาหกรรมด้วยคุณสมบัติที่เหมาะสม

หลังคาโรงงาน: ด้วยความแข็งแรงและน้ำหนักเบา ทำให้สามารถสร้างโครงสร้างที่มีช่วงกว้างได้
ผนังโกดัง: ติดตั้งได้รวดเร็ว ประหยัดเวลาก่อสร้าง
ระบบระบายอากาศ: สามารถออกแบบร่วมกับช่องระบายอากาศได้ดี
ระบบกันไฟ: มีแผ่นเมทัลชีทชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติทนไฟได้ตามมาตรฐาน
การขยายพื้นที่: สามารถต่อเติมหรือขยายพื้นที่ได้ง่ายในอนาคต 

ข้อดีและข้อเสียของเมทัลชีท

ข้อดีของการใช้เมทัลชีทในงานก่อสร้าง: น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย
เมทัลชีทมีข้อดีหลายประการที่ทำให้เป็นตัวเลือกยอดนิยมในงานก่อสร้าง

น้ำหนักเบา: ลดภาระของโครงสร้างรองรับ ทำให้ประหยัดค่าก่อสร้างโดยรวม
ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว: ลดระยะเวลาก่อสร้างและค่าแรงงาน
ทนทานต่อสภาพอากาศ: ไม่เป็นสนิมง่ายหากเลือกชนิดการเคลือบที่เหมาะสม
หลากหลายรูปแบบและสี: มีให้เลือกตามความต้องการด้านการออกแบบ
บำรุงรักษาง่าย: ไม่ต้องทาสีใหม่บ่อย ๆ เหมือนวัสดุอื่น
รีไซเคิลได้: เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อหมดอายุการใช้งาน
ความยืดหยุ่นในการออกแบบ: สามารถดัดโค้งหรือปรับรูปทรงได้ตามต้องการ 

ข้อจำกัดของเมทัลชีท: การกันเสียงและความร้อน

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่เมทัลชีทก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณา

เสียงดังเมื่อฝนตก: หากไม่มีฉนวนรองรับ จะมีเสียงดังเมื่อฝนตกกระทบ
การนำความร้อน: เก็บความร้อนได้มากกว่าวัสดุอื่น ทำให้อาคารร้อนได้ง่าย
การกลั่นตัวของไอน้ำ: อาจเกิดหยดน้ำจากการควบแน่นใต้หลังคาหากไม่มีฉนวนที่เหมาะสม

อายุการใช้งานของเมทัลชีทและวิธีดูแลรักษา

เมทัลชีทมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 40-70 ปี หากดูแลรักษาอย่างเหมาะสม โดยการดูแลรักษาที่สำคัญมีดังนี้

ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ: ควรล้างฝุ่นและสิ่งสกปรกที่สะสมบนหลังคา เพื่อป้องกันการกัดกร่อน
หลีกเลี่ยงการขีดข่วนหรือกระแทกแรง ๆ: การขีดข่วนอาจทำให้สารเคลือบผิวหลุดลอก ส่งผลให้เกิดสนิม
ตรวจสอบรอยต่อและจุดยึด: รอยต่อและสกรูยึดควรได้รับการตรวจสอบเป็นประจำ เพื่อป้องกันการรั่วซึม
ป้องกันน้ำขัง: ตรวจสอบระบบระบายน้ำให้ทำงานได้ดี เพื่อป้องกันน้ำขังที่อาจทำให้เกิดสนิม
หลีกเลี่ยงสารเคมีที่กัดกร่อน: อย่าใช้สารเคมีแรง ๆ ในการทำความสะอาด เพราะอาจทำลายพื้นผิวเคลือบ

ด้วยการดูแลรักษาที่ถูกวิธี เมทัลชีทสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานได้ยาวนาน ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนวัสดุในอนาคต


บทความที่เกี่ยวข้อง
การเลือกใช้เมทัลชีทบุฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา
การเลือกใช้ เมทัลชีทบุฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้บ้านหรืออาคารมีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานและความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย การใช้เมทัลชีทที่มีคุณสมบัติในการบุฉนวนจะช่วยลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่อาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความแตกต่างของหลังคาเมทัลชีท PU: แบบเนื้อนิ่มและเนื้อแน่น
การเลือกหลังคาสำหรับบ้านหรืออาคารไม่ใช่เพียงแค่การมองหาความสวยงาม แต่ยังต้องคำนึงถึงคุณสมบัติที่ช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากที่สุด ในปัจจุบัน หลังคาเมทัลชีท PU หรือหลังคาที่มีฉนวนกันความร้อนจากโฟมพียู (Polyurethane Foam) ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านการใช้งานได้เป็นอย่างดี ในบทความนี้เราจะพูดถึงความแตกต่างระหว่างหลังคาพียูโฟมแบบเนื้อนิ่มและเนื้อแน่น รวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละประเภท เพื่อให้คุณสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม
หลังคาพียูโฟม
การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกับการติดตั้งหลังคามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น หลังคา PU โฟม และ หลังคาเมทัลชีทฉนวน PE เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการป้องกันความร้อน ช่วยให้บ้านหรืออาคารเย็นสบาย ทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย ซึ่ง บริษัท เอ็มไพร์ สตีล แอนด์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด (Empire Steel And Machinery Co., Ltd.) เป็นผู้จำหน่ายหลังคาฉนวนกันความร้อนที่มีคุณภาพสูงทั้งแบบ PU โฟมและ PE ที่เหมาะสมกับการใช้งานทุกรูปแบบ ในบทความนี้ เราจะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจคุณสมบัติและข้อดีของหลังคาทั้งสองประเภทนี้
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy